|
การฉีดแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (PEI) |
|
|
|
|
หลักการ การฉีดแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (เช่น เอทานอล) เข้าไปในบริเวณฐานของเนื้อร้าย จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็งถูกขัดขวาง แอลกอฮอล์จะเข้าไปเหนี่ยวนำให้มีการทำลายเซลล์มะเร็ง โดยการไปดึงน้ำออกมาจากเซลล์มะเร็ง ทำให้โครงสร้างของโปรตีนภายในเซลล์เสียไป ส่งผลให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างสมบูรณ์
เทคนิค แอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 100% ถูกฉีดเข้าสู่ใต้ผิวหนัง (percutaneous) และเข้าก้อนมะเร็งโดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมาก โดยการใช้อัลตราซาว หรือการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ร่วมด้วยในการบอกตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง ซึ่งวิธีนี้อาจต้องทำ 5 หรือ 6 ครั้ง เพื่อที่จะทำลายเซลล์มะเร็งได้สมบูรณ์
ข้อบ่งชี้ การฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปเพื่อรักษามะเร็งมีความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยดังต่อไปนี้ 1. ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งที่ตับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 5 ซม. เพียงหนึ่งก้อน 2. ถ้ามีก้อนมะเร็งอยู่ 3 ก้อน แต่ละก้อนต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 ซม. และก้อนมะเร็งทั้ง 3 ก้อนนี้ไม่สามารถตัดออกได้ ซึ่งอาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าก้อนมะเร็งอยู่กระจายในตับทั้งข้างซ้ายและข้างขวา 3. ก้อนมะเร็งถูกล้อมรอบด้วยพังพืดและอยู่ในส่วนลึกของเนื้อตับ
การตอบสนองของเซลล์มะเร็ง อัตราการตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อแอลกอฮอล์ที่ถูกฉีดเข้าไป ได้มีการรายงานว่า ผู้ป่วยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของก้อนมะเร็งน้อยกว่า 2 ซม. มีการตอบสนองต่อการรักษา 90–100%, ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของก้อนมะเร็งน้อยกว่า 3 ซม. มีการตอบสนองต่อการรักษา 70% และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของก้อนมะเร็งน้อยกว่า 5 ซม. มีการตอบสนองต่อการรักษา 50%
การอธิบายรายละเอียด การรักษามะเร็งด้วยการฉีดแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง (Percutaneous ethanol injection; PEI) ถูกนำมารักษาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1983 ในประเทศญี่ปุ่น โดยใช้อัลตราซาวเป็นตัวนำทางในการฉีดแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 100% เข้าสู่เนื้องอก ปัจจุบันวิธีนี้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในผู้ป่วยมีเป็นมะเร็งตับขนาดเล็กแทนการผ่าตัด
หลักการ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มีผลในระดับเซลล์ โดยเอทานอลกระจายเข้าสู่เซลล์ จะทำให้โปรตีนเสียสภาพธรรมชาติอย่างไม่จำเพาะ นอกจากนี้ยังมีการดึงน้ำออกจากเซลล์ ส่งผลให้เกิด coagulation necrosis ซึ่งเป็นการตายของเซลล์มักเกิดจากการขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) หรือเนื้อตายเหตุขาดเลือด (infarction) และต่อมาก็เกิดพังพืดและทำให้เส้นเลือดเล็ก ๆ เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ตายในที่สุด
ขั้นตอน การทำ ethanol ablation ส่วนใหญ่จะทำภายใต้การอัลตราซาวเพื่อนำทาง โดยใช้เข็มพิเศษเบอร์ 20 ซึ่งเข็มนี้มีสองรูตรงปลาย จะทำให้แอลกอฮอล์สามารถฉีดเข้าไปในเนื้อมะเร็งได้ดีขึ้น โดยปลายของเข็มจะอยู่ชิดกับขอบนอกของก้อนมะเร็ง แล้วแอลกอฮอล์ก็จะถูกฉีดเข้าไปอย่างช้า ๆ ในขณะที่อัลตราซาวอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าแอลกอฮอล์ถูกฉีดเข้าไปในก้อนมะเร็ง ในกรณีที่แอลกอฮอล์กระจายไปเร็วมาก แทนการฉาบอยู่บนผิวมะเร็ง ซึ่งเห็นได้จากการสังเกตผ่านอัลตราซาว เป็นการบ่งชี้ว่าปลายผิวไม่ได้อยู่ตรงก้อนมะเร็ง ปริมาณมากที่สุดของแอลกอฮอล์มากที่สุดที่ฉีดเข้าไปได้ต่อ 1 ตำแหน่งคือ 10 มล. และปริมาณมากที่สุดในการฉีดแอลกอฮอล์ต่อคนคือ 20 มล. หลังจากการฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วให้ฉีด 1% lidocaine ตามแนวของเข็มในขณะที่ค่อย ๆ ดึงเข็มออก เพื่อช่วยลดอาการปวดหลังทำการรักษาได้ ขั้นตอนการรักษาจะหยุดทันทีในกรณีที่ฉีดแอลกอฮอล์ไม่ถึง 10 มล. แล้วทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่สบายตัว หรือเห็นว่าเนื้อมะเร็งถูกเอาออกได้อย่างสมบูรณ์ ในผู้ป่วยหนึ่งคนอาจจะต้องทำการรักษาซ้ำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 4-6 ครั้ง ขึ้นอยู่กับขนาดของมะเร็งและปริมาณของมะเร็งที่เหลือ
ข้อบ่งชี้ ผู้ป่วยที่จะทำการรักษาโดยการฉีดแอลกอฮอล์นี้จะต้องมีก้อนมะเร็งน้อยกว่า 3 ก้อนแต่ละก้อนมีขอบเขตที่ชัดเจน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 3 ซม. มีพังพืดล้อมรอบ และไม่อยู่ใกล้ผิวของตับซึ่งจะอยู่ในส่วนลึกของตับ โดยทั่วไปการรักษาด้วยวิธี PEI ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งตับก้อนเล็ก ๆ ที่ไม่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดเอาออก อาจเป็นเพราะว่ามะเร็งมีหลายก้อน มะเร็งกระจายอยู่หลายตำแหน่งของตับ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ลึกของตับ หรือตับผู้ป่วยทำงานได้ไม่ดี กรณีผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการใช้อุปกรณ์อุดกั้นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อมะเร็ง แล้วกลับมาเป็นซ้ำ การใช้ PEI ก็เป็นทางเลือกในการรักษาที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง การรักษาด้วยวิธี PEI ไม่เหมาะสำหรับมะเร็งที่เกิดขึ้นจากบริเวณอื่น แล้วมีการแพร่กระจายมายังตับ เพราะว่าก้อนมะเร็งที่แพร่กระจายมายังตับส่วนใหญ่จะมีลักษณะแข็ง ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง เมื่อฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปรอบ ๆ ตัวก้อนมะเร็งที่ตับ จะส่งผลให้เซลล์ตับที่อยู่รอบ ๆ ก้อนมะเร็งตาย แต่ไม่มีผลทำลายก้อนมะเร็ง ในทางกลับกันถ้ามะเร็งที่เกิดขึ้นเริ่มต้นที่ตับเอง การรักษาด้วยวิธี PEI เป็นวิธีการรักษาที่ดีวิธีหนึ่ง
ข้อห้ามในการรักษาด้วยวิธี PEI วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องท้องเยอะ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ มีภาวะดีซ่าน และผู้ป่วยที่มีอาการเส้นเลือดตับอุดตัน
ผลข้างเคียง ผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ปวด ไข้ ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เป็นพิษ ทำให้ระดับเอนไซม์ในตับสูงขึ้น ซึ่งอาการปวดส่วนใหญ่จะเกิดตำแหน่งที่ฉีด มีบางครั้งที่ปวดบริเวณ เช่น บ่า หรือในท้อง ซึ่งอาจเกิดจากมีการรั่วของเยื่อหุ้มตับ อาการปวดและไข้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามปริมาณของแอลกอฮอล์ที่ฉีดเข้าไป ผู้ป่วยที่ฉีดน้อยกว่า 10 มล. จะมีอาการปวดจนต้องใช้ยาแก้ปวด 11-13% และ 29% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับแอลกอฮอล์มากกว่า 10 มล. เช่นเดียวกับอาการไข้ที่มากกว่า 38 องศาเซลเซียส เกิด 6% ในผู้ป่วยที่ได้รับแอลกอฮอล์น้อยกว่า 10 มล. และ 29% ในผู้ป่วยที่ได้รับแอลกอฮอล์ที่มากกว่า 10 มล. อย่างไรก็ตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่ฉีดเข้าไปไม่ใช้ปัจจัยเดียวที่ทำให้มีอาการปวดต่างกัน ทั้งนี้ยังขึ้นกับขนาดของก้อนมะเร็ง และความลึกของก้อนมะเร็งที่ฝังตัวอยู่ในตับด้วย ผู้ป่วยบางรายจะมีการอุดตันของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับบางส่วน แต่อาการเช่นนี้จะหายเองภายใน 6 เดือน การรักษาด้วยวิธี PEI นี้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตน้อยมาก แต่ด้วยวิธีนี้มีโอกาสที่จะทำให้เซลล์มะเร็งเข้าไปในกระแสเลือด วิธีการหลีกเลี่ยงโดยการใช้เข็มขนาดเล็กเพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเข้าสู่กระแสเลือด
การติดตามผล การติดตามผลทำโดยการสังเกตจากภาพถ่ายของก้อนมะเร็ง ตัวบ่งชี้ของมะเร็ง (Tumor marker) ซึ่งเป็นการติดตามผล AFP ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับ มีประโยชน์ในเฉพาะคนไข้ที่ก่อนการรักษามีค่า AFP สูงตั้งแต่ต้น และการเก็บเซลล์มาตรวจหลักจากทำการรักษา โดยการสุ่มเอาเข็มเจาะตรวจว่ายังมีเนื้อมะเร็งเหลืออยู่หรือไม่ อย่างไรก็ตามการติดตามผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ควรใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจสอบว่ายังมีเนื้อมะเร็งเหลืออยู่หรือไม่
|
รูปที่ 1 และ 2 แสดงก้อนมะเร็ง 2 ก้อนที่พบในตับ ดังที่ลูกศรชี้ในรูปซ้ายมือ เมื่อหลังฉีดพบว่าเนื้อมะเร็งก็ตาย ดังรูปด้านขวามือ
|
|
รูปที่ 3 แสดงลักษณะตับของผู้ป่วยหญิงอายุ 88 ปี เมื่อทำการ CT พบก้อนขนาด 13 ซม. ที่ตับด้านขวา เมื่อตัดชิ้นเนื้อมาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับ |
 |
|
รูปที่ 4 แสดงเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อนมะเร็งตับจากการฉีดสี
|
 |
|
|
|
รูปที่ 5 แสดงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงม้ามกับเส้นเลือดดำของตับไม่ได้ถูกลุกลามจากเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธี Chemoembolization
|
 |
|
|
|
|
รูปที่ 6 แสดงภาพการทำ CT หลังจากรักษาด้วยวิธี Chemoembolization ได้ 10 วัน ซึ่งจะเห็นว่าก้อนมะเร็งมีการขาดเลือดตายตรงบริเวณกลางของก้อน
|
 |
|
|
รูปที่ 7 แสดงก้อนมะเร็งตรงปลายลูกศร
|
 |
|
|
รูปที่ 8 แสดงการฉีดแอลกอฮอล์ 10 มล. เข้าไปในก้อนมะเร็ง
|
 |
|
|
รูปที่ 9 แสดงภาพ CT หลังจากการรักษาด้วยวิธี PEI แล้ว 1 ปี พบว่ามีการตายของเนื้อมะเร็ง
|
 |
|
|
รูปที่ 10 แสดงภาพ CT ของผู้หญิงอายุ 65 ปี ซึ่งมีการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งที่ตับ หลังจากทำ embolization และได้มาทำ PEI ซ้ำซึ่งไม่ได้แสดงรูปภาพ
|
 |
|
|
|
|