|
บทนำโดยย่อ การผ่าตัดด้วยความเย็น (Cryosurgery Therapy) เป็นผลงานชิ้นเอกในการรักษามะเร็ง ซึ่งผ่านการรับรองโดย องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) และองค์การอาหารและยาของจีน ในปี 1999 ศูนย์มะเร็ง Fuda ได้เริ่มใช้วิธีนี้ในปี 2000 จนปัจจุบันFuda ได้มีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ถึง 5,000 คน และใช้กับมะเร็งมากกว่า 34 ชนิด จัดได้ว่า Fuda มีประสบการณ์ในระดับโลก
หลักการ การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery เป็นวิธีการที่สำคัญในการตัดมะเร็งออก โดยทำลายมะเร็งด้วยกลไกการแข็งตัวและการละลาย การทำงานของ Cryosurgery ออกฤทธิ์ทำลาย 2 ช่วง คือ ช่วงแรก และช่วงหลัง ช่วงแรกเป็นออกฤทธิ์ทันทีโดยจะออกฤทธิ์ทำให้มีการแรงตัวและการละลายของเซลล์ ส่วนช่วงหลังจะทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งหยุดการทำงานอย่างช้า ๆ ทำให้มะเร็งก็จะตายในที่สุด เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า -40 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำในเซลล์กลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ส่งผลให้เซลล์ตายในทันที นอกจากนี้ยังทำลายเส้นเลือดฝอย โดยการไปทำลายเยื่อบุของเส้นเลือด ทำให้เกิดรูพรุนของเส้นเลือด ส่งผลให้มีน้ำและเกล็ดเลือดไหลออกมาจากเส้นเลือด จากนั้นร่างกายมีการตอบสนองโดยการส่งเกล็ดเข้ามาเพื่อซ้อมแซมเส้นเลือด แต่เนื่องจากการที่มีเกล็ดเยอะเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดส่วนปลาย ในบางทฤษฎี ในระหว่างการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ก็จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเกิดมะเร็งจะไม่ถูกทำลายด้วยการรักษาวิธีนี้ แต่มะเร็งบริเวณอื่นที่มีการแพร่กระจายไปจะถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันหลังจากได้รับการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery กลไกการเกิดเช่นนี้เรียกว่า Cryoimmunological response
ขั้นตอน การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ผ่านทางระหว่างการผ่าตัด, การส่องกล้อง, ผ่านทางผิวหนัง ซึ่งจะขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง การใช้ความเย็นในการผ่าตัดจะทำโดยใช้ Argon และ Helium โดยจะทำให้มีการแข็งและละลาย 2-3 รอบ ซึ่งจะให้ความเย็นไปจนก้อนตรงปลายของแทงความเย็นแข็งตัว และใหญ่พอที่จะครอบคลุมก้อนมะเร็ง และห่างจากก้อนมะเร็ง 5-10 มม. ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่อาจต้องใช้แท่งความเย็นหลายแท่ง ในบางคนอาจจะต้องทำการตัด 2-3 ครั้งขึ้นไป การใส่แท่งความเย็นนี้ทำภายใต้การทำอัลตราซาว
ข้อดี 1. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery เป็นการผ่าตัดเฉพาะที่ สามารถใช้ร่วมกับการผ่าตัดใหญ่ การให้เคมีบำบัด และการฉายแสงได้ 2. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ควบคู่กับการตัดก้อนมะเร็งออก ช่วยลดการแพร่กระจายของเนื้อมะเร็งได้ 3. ทำให้เนื้อเยื่อปกติไม่ได้รับอันตราย และความเย็นไม่เป็นอันตราย สามารถเพิ่งปริมาณได้อย่างไม่จำกัด 4. ทำให้เสียเลือดน้อย และเจ็บปวดน้อยกว่าหลังการผ่าตัด 5. แท่งความเย็นมีขนาดเล็กจึงเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยน้อยมาก 6. ไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงเหมือนเคมีบำบัดและการฉายแสง 7. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ได้นำมาปรับปรุงใช้รักษาก้อนมะเร็งที่อยู่ติดกับเส้นเลือดใหญ่ที่ไม่สามารถผ่าตัดออกได้ 8. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery สามารถรักษามะเร็งที่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก ก้อนเดียวหรือหลายก้อนได้ 9. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery จะกระตุ้น Cryoimmunological response ซึ่งช่วยทำหลายมะเร็งที่แพร่กระจายไปที่อื่นได้ด้วย 10. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มีการกลับมาเป็นซ้ำน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดทั่วไป
ข้อบ่งชี้ การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ใช้ได้กับมะเร็งเกือบทุกชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ มะเร็งช่องปาก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม มะเร็งกล้ามเนื้อ มะเร็งกระดูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งหัวและคอ นอกจากนี้การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ยังสามารถรักษา มะเร็งลูกตา มะเร็งผิวหนังระยะเริ่มต้น มะเร็งผิวหนังชั้นนอก มะเร็งช่องคลอด
การอธิบายรายละเอียด การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ใช้เทคนิคในการแข็งตัว เพื่อทำลายเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการ เริ่มใช้เมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นที่นิยมเนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่รบกวนผู้ป่วยน้อย โดยเฉพาะการรักษาโรคมะเร็ง ประวัติศาสตร์ การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างสั้น ซึ่งได้พัฒนามาจากนักฟิสิกส์ วิศวกร และนักประดิษฐ์เครื่องมือ ร่วมมือกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี 1. ประมาณปี ค.ศ. 1845 Micheal … ได้สามารถผสมคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง กับแอลกอฮอล์ภายใต้สภาวะสุญญากาศ ณ อุณหภูมิ 163 K 2. ในช่วงเวลาเดียวกัน Jame… ประเทศอังกฤษ เป็นคนแรกที่ใช้ความแข็งกับมะเร็ง เป็นการเริ่มต้นการลดความเย็นกับวงการแพทย์ โดยการเอาน้ำแข็งมาทุบผสมกับเกลือ เพื่อทำให้มะเร็งเต้านมแข็ง 3. ในปี 1892 ... ได้ประดิษฐ์ขวดรูปชมพู่สุญญากาศเป็นครั้งแรก ซึ่งบรรจุแก๊สของเหลว 4. ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คาร์บอนไดออกไซด์แข็งกับอากาศที่เป็นของเหลวก็รู้จักกันอย่างแพร่หลาย 5. ปี 1899 ได้มีการรายงานว่ามีการใช้อากาศเหลวในการรักษาโรคผิวหนัง 6. จากนั้นวิธีการหลายอย่างก็ได้เกิดขึ้น จากการเอาของเหลวที่เป็นอากาศใส่เข้าไปในเนื้อเยื่อที่ต้องการกำจัด และได้ใช้กับหลาย ๆ โรคของผิวหนัง เช่น หูด เส้นเลือดขอด ฝีผักบัว งูสวัด โรคไฟลามทุก เป็นต้น 7. คาร์บอนไดออกไซด์แข็งได้นำมาใช้ในการรักษาในปี 1907 โดย...และกลายเป็นที่นิยมในการเอามาทำให้แข็งในช่วงกลางศตวรรษ ซึ่งการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ได้เริ่มนำมาใช้กับการรักษาผิวหนัง และทางสูตินารีเวทในช่วงเริ่มแรก 8. ออกซิเจนเหลวได้รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปี 1920 และได้มีการพัฒนาเครื่องสำหรับแยกอากาศขนาดใหญ่ เพื่อนำมาใช้กับโรคผิวหนังในปี 1929 9. มีการพัฒนา cholo-fluorocarbon เพื่อนำมาใช้กับตู้เย็นระบบปิดเป็นครั้งแรกในปี 1942 10. เริ่มจากช่วงต้นปี 1940 โซเวียดได้เริ่มพัฒนาไฮโดรเจนและฮีเลียมเหลว และไนโตรเจนที่ราคาถูก 11. ปี 1950 ไนโตรเจนเหลวได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิด 12. ประมาณปี 1939 ได้เอาเรื่องความเย็นมาใช้ในคนไข้มะเร็ง โดยการทำให้แข็งในมะเร็งสมองกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 13. ปี 1959 ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้กับการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery และมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่จะนำไปใช้ในการแช่แข็งสมองในปี 1959 14. การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery กำลังเริ่มเป็นที่นิยม และได้ผลิตแท่งความเย็นที่สามารถควบคุมตำแหน่งในการปลอดความเย็นได้ 15. ได้นำการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery ไปประยุกต์ใช้ในอีกหลายด้าน ในช่วงปี 1961-1960 16. Cahan และคณะ ได้นำการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มาใช้กับการรักษามดลูก 17. Rand และคณะ ได้นำการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มาใช้กับการรักษาระบบประสาท 18. Gonder และคณะ ได้นำการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery มาใช้กับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาใช้ในการผ่าตัดกระดูก การผ่าตัดผิวหนัง ปี 1980 Argon กับ Helium ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษามะเร็ง และแท่งความเย็นสามารถแทงเข้าไปยังตำแหน่งมะเร็งอย่างแม่นยำ ปี 1990 จนถึงปัจจุบัน การรักษาด้วยวิธี Cryosurgery นำมาใช้กับการรักษามะเร็งหลายชนิด ซึ่งผลการรักษาจัดอยู่ในระดับดีมาก

รูป แสดงก้อนน้ำแข็งที่ขนาดต้องครอบคลุมก้อนมะเร็ง
กลไกของการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery การควบคุมผลของการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery จะควบคุมได้ต้องเข้าใจกลไกการทำงานของมันก่อน ในการรักษาด้วยวิธี Cryosurgery เซลล์จะถูกทำให้แข็งด้วยแท่งความเย็น ซึ่งจะปล่อยอุณหภูมิไปยังก้อนที่เราไม่ต้องการ โดยทำในระยะเวลา 2-3 นาที ที่ทำให้เย็นและก้อนเนื้อก็จะแข็ง เมื่อดึงความร้อนออก ความเย็นของแท่งความเย็นก็จะเย็นลง ทำให้ก้อนเนื้อเย็นลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำสลับกันระหว่างแข็งและละลาย เซลล์ที่อยู่ใกล้แท่งความเย็น (probe) จะได้รับความเย็นมากกว่าส่วนอยู่ไกล ดังนั้นถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่อาจจำเป็นต้องใช้แท่งความเย็นหลายแท่ง เซลล์จะถูกทำลายเมื่อเริ่มให้ความเย็น โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก และช่วงหลัง ผลของความเย็น เซลล์ของสัตว์เลี้ยงด้วยนมส่วนใหญ่มีความทนทานที่ต่ำ ซึ่งสามารถทนต่อความเย็นได้ในระยะสั้น เซลล์มีความเป็นเอกลักษณ์ โดยจะมีสารเคมีภายในเซลล์ที่จำเพาะสูง ซึ่งแยกออกจากสารภายนอกเซลล์ด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเยื่อหุ้มเซลล์จะทำหน้าที่คัดกรองสารเคมีที่ผ่านระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ อย่างไรก็ตามเยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่านซึ่งส่วนใหญ่จะยอมให้สารผ่านเข้าออกได้ โดยการควบคุมของโปรตีนที่กระจายอยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์ เซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม เมื่อให้อุณหภูมิที่ต่ำเข้าไปกว่าอุณหภูมิของร่างกาย ส่งผลให้สารประจุภายในเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติไป จึงไม่สามารถที่จะแพร่กระจายประจุระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ได้ นอกจากนี้กลไกการทำลายของเซลล์เกี่ยวข้องกับการเกิด Cytoskeleton ซึ่งโครงสร้างของ Cytoskeleton ขึ้นอยู่กับพันธะเคมีระหว่างโปรตีนที่อยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์เอง การให้ความเย็นทำให้พันธะระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์กับโปรตีนอ่อนแรงลงเซลล์จึงเสียหน้าที่ไป ประการที่สามในกลไกการทำลายของเซลล์เกี่ยวข้องกับการเสียสภาพธรรมชาติของโปรตีน ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณของประจุที่อยู่ภายในเซลล์ โดยเซลล์และเนื้อเยื่อส่วนใหญ่สามารถทนต่อความเย็นได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น โดยองค์ประกอบหลังของเซลล์ที่มีความไวต่อปริมาณของประจุภายในเซลล์สูง เช่น เกล็ดเลือด (platelet) การให้ความเย็นแก่เกล็ดเลือดในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าระยะ lipid phase transition ส่งผลให้เกิดการไหลทะลักของแคลเซียมเข้าสู่เซลล์ ซึ่งจะไปกระตุ้นเกล็ดเลือด ทำให้เกล็ดเลือดรวมตัวกันแล้วไปอุดตันเส้นเลือดตรงบริเวณรอบ ๆ ที่ให้ความเย็น สำหรับการทำงานของเซลล์อื่น ๆ ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของประจุภายใจเซลล์ คือ เซลล์กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นเลือดแดง จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกลไกการทำลายเซลล์ด้วยการให้ความเย็นแก่เซลล์
ผลของการแช่แข็ง ขั้นตอนที่เกี่ยวกับอุณหภูมิในระหว่างการแชแข็งในการเก็บรักษา (cryopreservation) มีความแตกต่างจากการใช้อุณหภูมิในระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็น (cryosurgery) การรักษาเซลล์และเนื้อเยื่อด้วยความเย็น โดยแช่แข็งในหลอดทดลองนั้นจะทำการแช่แข็ง ณ สภาวะเดียวที่อุณหภูมิต่ำมาก ๆ แล้วเก็บรักษาในสภาวะนั้น ซึ่งจะช่วยเก็บรักษาเซลล์นั้น ๆ อยู่ในสภาวะแช่แข็งได้เป็นระยะเวลานาน ในทางกลับกันการผ่าตัดด้วยความเย็นจะทำการแช่แข็งเนื้อเยื่อในสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในช่วงที่กว้างมาก โดยการให้ความเย็นและการทำให้ละลายแก่เนื้อเยื่อด้วยการใช้แท่งความเย็น เมื่อเข้าใจกลไกการทำลายในระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็น จึงนำไปสู่การนำมารักษามะเร็งโดยการแช่แข็งเซลล์มะเร็งด้วยการใช้ความเย็นที่จำเพาะ โดยอัตราการให้ความเย็นจะลดลง 1-5 องศาเซลเซียสต่อนาที เซลล์จะตายเมื่ออุณหภูมิลดลงถึงประมาณ -40 องศาเซลเซียส สำหรับอัตราการลดลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว คือ 25 องศาเซลเซียสต่อนาที ทำให้เซลล์ตายอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิลดลงที่ประมาณ -10 องศาเซลเซียส ในช่วงแรงของกระบวนการแช่แข็งเซลล์ถูกทำให้เย็นลง และเซลล์หยุดการแบ่งตัว ยิ่งเมื่อความเย็นเพิ่มขึ้น เซลล์ก็จะหยุดการแบ่งตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Constitutional supercooling และภายในเซลล์ที่แข็งจะมีสารละลายที่อยู่ภายในซึ่งจะมีความเข้มข้นที่สูงมาก ทำให้เซลล์หยุดทำงาน
การละลายและการให้ความร้อน การละลายและการให้ความร้อนสามารถทำให้เกิดความเสียหายกับเซลล์ได้ ในระหว่างการให้ความร้อนในสถานะเยือกแข็ง ก้อนน้ำแข็งมีแนวโน้มที่จะเกิดการตกผลึกที่อุณหภูมิ high subzero เพื่อที่จะลดพลังงานอิสระกิบบ์ การตกผลึกจะทำให้เกิดปัญหากับพื้นที่ภายนอกเซลล์เป็นอย่างมากและอาจก่อปัญหากับโครงสร้างของเซลล์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ในระหว่างการะลาย สารละลายภายนอกเซลล์อาจทำให้น้ำไหลเข้ามาในเซลล์บางเซลล์ซึ่งอาจทำให้เยื่อหุ้มเซลล์เกิดการขยายตัวและแตกได้ ปัจจัยด้านอุณหภูมิสำหรับการผ่าตัดด้วยความเย็น มันเป็นเรื่องปกติในการผ่าตัดด้วยความเย็นที่จะใช้กลไกการแช่แข็ง-ละลายสองครั้ง เปรียบเทียบกับการใช้กลไกการแช่แข็ง-ละลายครั้งเดียวพบว่า กลไกการแช่แข็งแล้วละลายครั้งที่สองนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น การใช้กลไกการแช่แข็ง-ละลายสอง หรือสามครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ใช้กันประจำในการผ่าตัดด้วยความเย็น กลไกการเกิดความเสียหายในระหว่างการใช้กลไกการแช่แข็ง-ละลายนั้น คล้ายว่าจะมีความสัมพันธ์กับความเสียหายของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนแปลงของไฮเปอร์โทนิกที่เซลล์ได้เจอจากกลไกการแช่แข็ง-ละลายและด้วยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบหลอดเลือดอาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากกลไกการทำลายเนื้อเยื่อของการผ่าตัดด้วยความเย็น ในระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็น บริเวณที่ถูกแช่แข็งจะถูกปิดจากระบบหมุนเวียนเลือดอย่างชัดเจน จากการทดลองผลว่า หลังจากการละลาย จะเกิดอการบวมบริเวณขอบของช่วงที่ถูกแช่งแข็งมาก่อนหน้าในทันที หลังจากนั้นไม่นาน เซลล์ endothelial ในบริเวณที่ถูกแช่งแข็งก็เริ่มปรากฏความเสียหาย อาจเกิดจากกลไกของการขยายตัวของหลอดเลือดในระหว่างการแช่แข็ง ภายในช่วงเวลาหลายชั่วโมงหลังจากการละลายเซลล์ endothelial ก็หลุดออกมา ซึ่งเพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของผนังเส้นเลือดฝอย การรวมตัวของเกล็ดเลือดและการไหลของเลือด เส้นเลือดเล็กๆหลายๆเส้นจะถูกปิดอย่างสมบูรณ์ในไม่กี่ชั่วโมงภายหลังจากการผ่าตัดด้วยความเย็น ความเสียหายของการไหลของเลือดนั้นจะส่งผลเป็นอย่างมากต่อ ischemia และการตายของเนื้อเยื่อ มีความคิดที่ว่ากระบวนการทำลายเนื้อเยื่อนี้อธิบายได้ว่าทำไมเซลล์จึงตายเพราะการผ่าตัดด้วยความเย็นแม้ว่าปัจจัยในบริเวณนั้นๆจะไม่ทำให้เกิดการตายของเซลล์ การผ่าตัดด้วยความเย็นจึงอาจเป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบแรกที่ได้ใช้ angiogenesis ในการรักษามะเร็ง ในขณะที่การศึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวกับกระบวนการการตายของเซลล์ระหว่างการถูกแช่แข็งได้มีการทดสอบหาอัตราการรอดชีวิตของเซลล์ทันทีหลังจากที่ถูกแช่แข็งแล้วละลาย ก็ปรากฏว่ามีการให้ความเย็นและการแช่แข็งบางสถานะที่อาจทำให้เกิดความเสียหายการตายของเซลล์น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้เกิดการควบคุมการตายของเซลล์ (apoptosis) ขึ้นในที่สุด Apoptosis สามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลายๆอย่างระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็น อย่างเช่น hyperosmolality Apoptosis จะเกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัดด้วยความเย็นเสร็จสิ้นและสามารถทำให้เซลล์ตายเพิ่มขึ้นได้ เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับกลไกการสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อในระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็น มีหลักฐานบางชิ้นระบุว่าการผ่าตัดด้วยความเย็นนั้นอาจส่งผลดีต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระบบภูมิคุ้มกันปกตินั้นจะตอบสนองต่ออาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่เกิดการแช่แข็งขึ้น ประโยชน์ของการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในการรักษาการแพร่กระจายของมะเร็งนั้นได้รับการพิสูจน์แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ มีแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับการเพิ่มความสามารถในการทำลายจากการแช่แข็งขึ้น เป็นที่สังเกตว่ากลุ่มของโปรตีนที่รุ้จักในชื่อของ “โปรตีนต้านการเยือกแข็ง” มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผลึกน้ำแข็ง โปรตีนเหล่านี้ถูกพบมากในสัตว์ที่ทนต่อความหนาวเย็นและในพืช อย่างไรก็ตาม เมื่อสารละลายเกิดการแข็งตัวขึ้น โปรตีนเหล่านี้จะทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผลึกน้ำแข็ง โดยผลึกเหล่านี้อาจกลายเป็นลักษณะคล้ายหนามและทำให้เซลล์ตายได้ ในการทดลองการผ่าตัดด้วยความเย็น โปรตีนต้านการเยือกแข็งถูกเพิ่มลงไปในเนื้อเยื่อ พบว่าเซลล์ถูกทำลายลงด้วยการแช่แข็งผ่านทางเนื้อเยื่อโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงอุณหภูมิ กลไกสร้างความเสียหายนี้มีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาระหว่างผลึกน้ำแข็งและเซลล์ พบว่าโปรตีนต้านการเยือกแข็งมีการเหนี่ยวนำรูปแบบของน้ำแข็งภายในเซลล์ที่อุณหภูมิ high subzero โดยไม่คำนึงถึงอุณหภูมิที่ใช้ในระหว่างการแช่แข็ง เห็นได้ชัดว่าการใช้โปรตีนต้านการเยือกแข็งในการช่วยเหลือการผ่าตัดด้วยความเย็นนั้นกลายเป็นสิ่งสำคัญ การทำลายเนื้อเยื่อที่แข็งตัวอาจกลายเป็นอิสระจากอุณหภูมิที่ใช้ในระหว่างการแช่แข็งเซลล์
ขั้นตอน เทคนิคนี้ต้องการความพร้อมเป็นอย่างมาก มีการใช้งานแก็ซอาร์กอนหรือไนโตรเจนเหลวเป็นวัตถุดิบในการผ่าตัดด้วยความเย็น เนื้อเยื้อจะถูกจำกัดวงลงด้วยการใช้อุลตราซาวด์หรือ CT โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลีดเลี่ยงการเจาะรูไปที่เนื้องอกโดยตรงและการมีเซลล์เนื้อเยื่อปกติมาคั่น เข็ม 18-gauge ถูกวางลงไปยังกึ่งกลางของเนื้องอก ตำแหน่งของเข็มถูกยืนยันจากภาพ สายนำทางรูปตัว J ได้ถูกวางบนเนื้องอกผ่านเข็ม เครื่องขยายรูหุ้มปลอกขนาด 3-8 มิลลิเมตรถูกแทรกลงไปในเนื้องอกผ่านสายนำทาง เครื่องขยายรูถูกนำออก และเหลือปลอกทิ้งไว้ เครื่อง Cryogenic ถูกวางลงบนเนื้องอกผ่านปลอก ปลอกถูกดึงกลับมา วัตถุดิบ Cryogenic เคลื่อนไหวเป็นวงกลมผ่านเครื่องมือ ก้อนนำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นถูกจำลองและเฝ้ามองแบบ real-time ด้วย ultrasonography หรือ CT เนื้องอกถูกแช่งแข็งด้วยอัตราสูงสุดเป็นเวลา 15 นาที และใช้เวลาละลาย 5 นาที และทำการแช่แข็งอีกครั้งเป็นเวลา 10 นาที ถ้าก้อนน้ำแข็งแรกยังไม่ใหญ่พอที่จะล้อมเนื้องอกทั้งหมด เครื่องมือจะถูกดึงกลับมา 2-5 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความยาวของเนื้องอก แล้วเครื่องมือก็จะเพิ่มอัตราการแช่งแข็งสูงสุดเป็นเวลาอีก 15 นาที ละลายอีก 5 นาที แล้วแช่งแข็งใหม่อีก 10 นาที กระบวนการนี้จะถูกทำซ้ำในเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่มาก ในเนื้องอกที่มีขนาดเว้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร เครื่องมือขนาด 3 มิลลิเมตรจะถูกวางลงบนจุดกึ่งกลางของเนื้องอก สำหรับเนื้องอกขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะมีการใช้เครื่องมือที่มีขนาดต่างๆกันออกไปตั้งแต่ 3-8 เซนติเมตร ซึ่งจะถูกวางรอบๆและกึ่งกลางของเนื้องอกเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถแช่แข็งเนื้องอกได้ทั้งก้อน เป้าหมายก็คือ การทำลายเนื้องอกทั้งหมดพร้อมกับขอบรอบๆเนื้องอกอีก 1 เซนติเมตร พบว่าค่าเฉลี่ยของเส้นผ่านศูนย์กลางของก้อนน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นโดยเครื่องมือขนาด 3 มิลลิเมตรในการจัดการกับเป้าหมายมีขนาด 38-40 มิลลิเมตร และ 56 มิลลิเมตรสำหรับเครื่องมือขนาด 8 มิลลิเมตร ไม่มีความแตกต่างสำคัญสำหรับขนาดของก้อนน้ำแข็งในเนื้อเยื่อที่ต่างๆกันไป เส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณ -40 oC หรือน้อยกว่า ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สำคัญที่จะใช้ในการทำลายเซลล์เนื้องอก มีขนาดประมาณ 44 มิลลิเมตร ด้วยการใช้เครื่องมือขนาด 8 มิลลิเมตร และมีขนาด 27-31 มิลลิเมตรด้วยการใช้เครื่องมือขนาด 3 มิลลิเมตรในเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันออกไป โดยปกติแล้ว จะมีการใช้กลไกการแช่งแข็ง-ละลายอยู่สองครั้ง เพื่อจะใช้จัดการกับขอบรอบๆเนื้องอกประมาณ 5-10 มิลลิเมตร เฝ้าสังเกตการผ่าตัดด้วยความเย็น เพื่อที่จะให้ขั้นตอนการผ่าตัดด้วยความเย็นประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องคอยตรวจดูและประมาณการการแช่แข็งอย่างแม่นยำ ความผิดพลาดสามารถทำให้เกิดการแช่งแข็งที่มากหรือน้อยเกินไป ซึ่งอาจทำให้เนื้อร้ายกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง การเฝ้าสังเกตเฉพาะส่วนของการผ่าตัดด้วยความเย็น วิธีหนึ่งในการเฝ้าสังเกตกระบวนการแช่แข็งระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็นนั้นก็คือ การใช้เทคนิคการวัดเฉพาะส่วน การผ่าตัดด้วยความเย็นจะถูกติดตามเฉพาะส่วน ผ่านทั้งทาง Thermometry หรือผ่านทาง impedancemetry Thermometry นั้นเป็นการตรวจวัดอุณหภูมิโดยตรงด้วยการใช้เครื่องวัดอุณหภูมิวางภายในหรือรอบๆเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการที่กำลังถูกแช่แข็ง ในช่วงปลายยุค 70 นักวิจัยหลายๆคนแนะนำให้มีการใช้การวัดกระแสไฟฟ้าเฉพาะจุดเพื่อการสังเกตการผ่าตัดด้วยความเย็น พบว่าเนื้อเยื่อที่ถูกแช่แข็งจะมีความสามารถในการนำไฟฟ้าน้อยลง และมีค่าความต่านทานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น Impedancemetry ใช้เข็มขั้วไฟฟ้าวางภายในหรือรอบๆเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการที่กำลังถูกแช่แข็ง และตรวจจับการเหนี่ยนำที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม การเฝ้าสังเกตเฉพาะส่วนของการผ่าตัดด้วยความเย็น ก็มีข้อด้อยอยู่ ประการแรก มันเป็นขั้นตอนที่มีการรุกรานมากเพราะต้องการทั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ และเข็มขั้วไฟฟ้าสอดไปยังเนื้อเยื่อ ประการที่สอง ข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลที่ถูกจำกัดเฉพาะที่ นั่นหมายถึง อาจเกิดการแช่งแข็งมาก-น้อยเกินไปในบริเวณอื่นๆขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม การวัดเฉพาะที่ยังคงถุกใช้อยู่ในการผ่าตัดด้วยความเย็นอยู่เป็นประจำ ความผิดพลาดอาจทำให้เซลลืเนื้อร้ายกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกับความก้าวหน้าของการผ่าตัดด้วยความเย็นอื่นๆ การพัฒนาของ imaging-monitored cryosurgery มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความก้าวหน้าของการใช้ X-ray การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก และอุลตราซาวด์
เทคนิคการใช้ภาพชนิดแรกที่ใช้กับการผ่าตัดด้วยความเย็นก็คือ อุลตราซาวด์ ภาพสองมิติที่ถูกสร้างจากการใช้สาร์เพียโซอิเล็กทริก (piezoelectric) และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ การแช่แข็งเป็นไปอย่างสะดวกสบายเพราะมีความแตกต่างในความต่านทานไฟฟ้าเป็นอย่างมากระหว่างน้ำและน้ำแข็ง บริเวณที่ถูกแช่แข็งจะปรากฏออกมาเป็นครึ่งทรงกลมสีดำและขอบสีขาว โดยพื้นฐานแล้ว น้ำแข็งจะสะท้อนพลังงานเสียง ซึ่งทำให้บริเวณที่เป็นน้ำแข็.มีสีดำ ในตอนนี้ การผ่าตัดด้วยความเย็นที่ใช้อุลตราซาวด์ได้รับการยอมรับและตกลงให้สามารถใช้รักษามะเร็งตับและมะเร็งต่อมลุกหมากได้ การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก(MRI) จะสร้างภาพร่างกายของมนุษย์ด้วยสนามแม่เหล็กและผลิผลอื่นๆของโปรตอน ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างเนื้อเยื่อ เนื่องจากโปรตอนในน้ำแข็งมี relaxation time ต่างจากในน้ำ บริเวณที่ถูกแช่แข็งจึงไม่ปรากฏสัญญาณ MRI โดยมากแล้ว MRI สามารถใช้ได้กับภาพการแช่แข็ง รวมไปถึงวิธีที่เร็วมากๆอย่างเช่น fast low-flip-angle , echo planar และ gradient recalled echo การใช้ RMI สามารถใช้งานได้กับเครื่องมือของการผ่าตัดด้วยความเย็นได้ ภาพ T1 weighted สามารถแสดงภาพที่รวดเร็วของการแช่แข็งได้ ภาพ T2 weighted นั้นช้ากว่า แต่ให้ภาพที่มีความชัดเจนมากกว่า MRI สามารถตรวจจับสารเคมีที่มีค่าความต่างมากๆได้อย่างเช่น แกโดลิเนียม ซึ่งทำให้ทราบได้ว่าเส้นทางการไหลของเลือดนั้นเกิดการอุดตันหลังจากการละลายน้ำแข็งที่ใด เนื่องจาก MRI ให้ภาพสามมิติที่มีความแม่นยำ มันจึงสามารถใช้คำนวณอุณหภูมิในบริเวณที่ถุกแช่แข็งได้ ซึ่งทำให้สามารถจัดการกับขั้นตอนการผ่าตัดด้วยความเย็นได้อย่างทันทีอีกด้วย MRI นั้นมีข้อดีมากกว่าอุลตราซาวด์เนื่องจาก มันสามารถให้ภาพสามมิติที่มีความแม่นยำได้ โดยไม่ต้องใช้เงาดำของเสียง อย่างไรก็ตาม มันมีราคาที่สูงกว่าอุลตราซาวด์มากและต้องการเครื่องมือเฉพาะทางและสภาวะพิเศษ เทคนิคการใช้ภาพแบบอื่นๆ อย่างเช่น spectroscopy และ optical imaging to opaque, scattering media ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว มีวิธีสำหรับภาพสายตาอยู่ 2 วิธี วิธีหนึ่งใช้ระยะการเดินทางของโปรตอนผ่านเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ อีกวิธีใช้ลักษณะพิเศษของเนื้อเยื่อ ทั้งสองวิธีนั้น แสงจะถูกปล่อยออกมาบนผิวของเนื้อเยื่อและตรวจจับสิ่งอื่นๆ การใช้ภาพตัดขวางใช้ในการสร้างภาพจากคุณสมบัติของเนื้อเยื่อ สำหรับตาเราแล้ว เนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อถูกแช่แข็ง ดังนั้น ความแตกต่างของแสดที่มากพอจึงเป็นสิ่งจำเป็น มีการทดลองมาแล้วว่าการใช้ภาพสายตาสามารถระบุตำแหน่งที่ถูกแช่แข็งได้ Electrical impedance tomography เป็นอีกหนึ่งเทคนิคใหม่ที่ราคาไม่แพงและมีความยืดหยุ่น ในการสังเกตการณ์การผ่าตัดด้วยความเย็น ด้วยการฉีดกระแส sinusoidal electrical เข้าสู่ร่างกายแล้วทำการวัดแรวดันไฟฟ้า ก็จะได้ภาพ EIT ออกมา ภาพของเนื้อเยื่อที่ได้มานั้นเกิดจากการใช้ข้อมูลแรงดันไฟฟ้ามาทำการสร้างด้วยขั้นตอนวิธีการสร้างใหม่ impedancemetry เฉพาะจุดแสดงให้เห็นว่าเนื้อเยื่อที่ถูกแช่แข็งจะมีการเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้า ดังนั้น EIT จึงสามารถใช้ตรวจสอบภาพการแช่แข็งได้ สรุป imaging modalities ช่วยให้แพทย์สามารถเฝ้าดูกระบวนการการแช่แข็งในระหว่างการผ่าตัดด้วยความเย็นได้ การใช้ภาพนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งสำคัญในการผ่าตัดด้วยความเย็นที่ยังเหลืออยู่ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา หวังว่า imaging modalities รูปแบบใหม่ๆสำหรับการผ่าตัดด้วยความเย็นจะมีการพัฒนาต่อๆไป
สัญญาณ มะเร็งเนื้อเยื่อโดยพื้นฐานแล้ว จะถูกพิจารณาว่าควรรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดด้วยความเย็นทั้งสิ้น เนื้อร้ายเหล่านี้ได้แก่ :
- มะเร็งตับ
- มะเร็งปอด (ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่)
- มะเร็งไต
- มะเร็งรังไข่
- มะเร็งคอหอย
- มะเร็งอัณฑะ
- มะเร็งมดลูก
- มะเร็งช่องคลอด
- มะเร็งตับอ่อน
- มะเร็งเต้านม
- เนื้องอกและมะเร็งในกระดูก
- มะเร็งต่อมลูกหมาก จำกัดวง
- มะเร็งหัวและคอ
- เนื้องอกของเนื้อเยื่อนุ่มๆ
นอกจากนั้น การผ่าตัดด้วยความเย็นแบบ oC/EM มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคตามนี้ด้วย มะเร็งของจอประสาทตาในเด็ก มะเร็งผิวหนังระยะสุดท้าย (ทั้งเซลล์พื้นฐาน และเซลล์มะเร็งที่ปกคลุมด้วยเกร็ด) มะเร็งผิวหนังที่รู้จักกันในชื่อของ actinic keratosis มะเร็งภายหลังที่คอ-มดลูก ที่รู้จักกันในชื่อของ cervical intraepithelial neoplasia (เซลล์ผิดปกติในคอ-มดลูกที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้)
การผ่าตัดด้วยความเย็นนั้นยังใช้ในการรักษามะเร็งระดับต่ำบางชนิด และเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งภายในกระดูกอีกด้วย มันอาจช่วยลดโอกาสขอข้ออักเสบได้เมื่อเทียบกับการผ่าตัดบริเวณกว้าง และช่วยให้ไม่ต้องมีการตัดแขน-ขา การรักษานี้ยังใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับโรคเอดส์ Kaposisarcoma เมื่อการบาดเจ็บที่ผิวหนังมีขนาดเล็ก อวัยวะ Contraindications include (เช่น ตับ ปอด) ล้มเหลว, bleeding diasthesis, การแพร่กระจายของมะเร็ง
ข้อมูลจำเพาะ Cryoablation ใช้อุณหภูมิที่ต่ำมากๆในการทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง มันได้รับการแสดงว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัดในมะเร็งบางชนิดเช่น ตับ ปอด และไต เนื่องจาก Cryoablation เป็นการรักาเฉพาะที่ จึงมีข้อได้เปรียบมากกว่าการผ่าตัดแบบปกติในการทำลายเฉพาะเนื้อเยื่อส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับปฐมภูมิมาก เนื่องจาก ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีอาการตับแข็งและมีปัญหาเรื่องการทำงานของตับ ด้วยการไม่ทำลายเนื้อเยื่อตับที่ยังดีอยู่ จะทำให้ผู้ป่วยมีเนื้อเยื่อตับที่ยังใช้การได้ดีเหลือมากขึ้น
เนื่องจากการไหลของเลือดผ่านเส้นเลือดต่างๆทำให้เกิดความอุ่นขึ้นมา เส้นเลือดที่ไหลผ่านเช่น aorta superior inferior vena cava และเส้นเลือดอื่นๆ ดังนั้นแม้ว่าเนื้องอกจะใกล้กับระบบหลอดเลือด ก็ยังสามารถรักษาด้วยวิธี Cryoablation แต่การตัดเนื้องอกที่ใกล้กับหลอดเลือดใหญ่จะไม่สามารถทำได้ # ในทางกลับกันกับการฉีดเอทานอลหรือการผ่าตัดโดยใช้ radiofrequency ablation สามารถทำกับเนื้องอกก้อนเล็กๆ แต่ Cryoablation ทำได้ทั้งก้อนเนื้อใหญ่ และก้อนเล็ก เครื่องมือสำหรับใช้ในการผ่าตัดใช้ขนาดที่ต่างกันได้ หรือใช้การวาง probe หลายๆ probe พร้อมกันได้ ก็จะสามารถใช้กับเนื้องอกใหญ่กว่า 10 ซม. ได้ # การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำซ้ำๆได้อย่างปลอดภัย สามารถทำร่วมกับการรักษาที่เป็นมาตรฐานได้ เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การให้รังสี เป็นต้น # มีงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าหลังจากการผ่าตัดไปแล้วคนไข้หลายคนจะเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นใหม่ และ 25 %คนไข้เหล่านั้นจะเกิดเซลล์มะเร็งที่ตับ แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นปกติ เนื่องจากอาจจะมีการเกิดเนื้อร้ายนี้ในตับอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ตรวจพบในเบื้องต้น จากการศึกษาพบว่าการตัดตับทั้งบางส่วนจะมีผลไปกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ปัจจัยในการเจริญเติบโตเช่น FGF-basic ที่ถูกสร้างโดยตับใน 48 ชั่วโมงหลังจากการตัดตับออกบางส่วน อาจเป็นตัวกระตุ้นหลักในการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยมีการพิสูจน์แล้วว่าการตัดเซลล์มะเร็งในตับด้วย cryoablation จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยวิธีนี้จะไม่ไปเร่งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและการสร้าง FGF-basic การกำจัดสิ่งกระตุ้นจากเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่นั้นจะช่วยให้ผลของการรักษานั้นดีขึ้น
ผลข้างเคียง Cryosurgery มีผลข้างเคียงจากการรักษา ถึงแม้ว่าจะไม่ร้ายแรงเท่าการผ่าตัดหรือการฉายรังสี ผลข้างเคียงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็นมะเร็ง * Cryosurgery ในตับอาจเกิดการเสียหายในท่อน้ำดี และ/หรือ เส้นเลือดใหญ่ซึ่งทำให้เกิดการเสียเลือดมากหรือติดเชื้อได้ * Cryosurgery ในปอดอาจทำให้เกิดการรั่วของปอด หรือน้ำท่วมปอดได้ * Cryosurgery ในต่อมลูกหมากอาจไปกระทบการทำงานของท่อขับปัสสาวะ ทำให้การปัสสาวะติดขัด สรรถภาพทางเพศลดลง ผลข้างเคียงนี้มักจะเกิดขึ้นชั่วคราว * ในการใช้รักษามะเร็งผิวหนัง รวมทั้ง Kaposi sarcoma อาจทำให้เกิดแผลเป็นหรือรอยบวม ถ้าระบบประสาทบริเวณนั้นถูกทำลายอาจทำให้เกิดการสูญเสียความรู้สึกบริเวณนั้นได้ แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก และอาจเกิดการผิดเพี้ยนของสีผิวและขนบริเวณผิวหนังที่ได้รับการรักษา * ในการใช้รักษามะเร็งกระดูก จะก่อให้เกิดการสลายตัวของเนื้อเยื่อกระดูกบริเวณข้างเคียงและอาจเกิดรอยแตกได้ แต่ผลข้างเคียงนี้อาจมองไม่เห็นในช่วงแรกของการรักษา
โดยสรุป * Cryosurgery เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง สามารถนำมาปรับใช้กับการรักษาที่ต้องใช้มีดผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อร้ายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันนี้ cryosurgery ถูกใช้อย่างมากในทางการแพทย์เช่น oncology, dermatology, gynecology, urology, neurology, pulmonary medicine, cardiology oncology เป็นต้น cryosurgery ยังใช้ในวงการสัตว์แพทย์อีกด้วย และยังมีการพัฒนาการนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีการพัฒนาการนำไปใช้ในรูปแบบใหม่ การรักษาด้วยวิธี cryosurgery ยิ่งถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อไป cryosurgery จะกลายเป็นมาตรฐานของการรักษาที่สามารถลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้สูงสุด ในอนาคตการพัฒนา cryosurgery ในต้องเน้นหลักการทำงานเพื่อลดการเสียหายของเนื้อเยื่อข้างเคียง พัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนเทคนิควิธีการรักษาให้ดียิ่งๆขึ้นไป
|